News

วิมานซ่อนพิษ: เมื่อรูมเมทคิดว่าฉันฟัง ‘ภาษาถิ่น’ ไม่รู้เรื่อง…

วันตรวจหอพักจึงกลายเป็นลานประหารพวกเธอ!

“สวัสดีจ้ะ นลินใช่ไหม? พวกเราดีใจมากๆ เลยนะที่ได้นลินมาเป็นรูมเมท ห้องเราจะได้อบอุ่นขึ้น”

นั่นคือประโยคแรกที่ ‘พิมพา’ เอ่ยทักทายฉันด้วยรอยยิ้มหวานหยดย้อยและภาษากลางที่ชัดถ้อยชัดคำ ข้างๆ เธอมี ‘วารี’ และ ‘จรรยา’ รูมเมทอีกสองคนที่พยักหน้าหงึกหงักพร้อมส่งยิ้มที่ดูเป็นมิตรมาให้

ฉันชื่อ ‘นลิน’ เป็นนักศึกษาปีหนึ่งที่เพิ่งย้ายเข้ามาในหอพักวีไอพีของมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดัง รูปลักษณ์ภายนอกของฉันดูเหมือนคุณหนูชาวกรุง ผิวขาวจัด พูดจาเรียบร้อย และดูบอบบางไร้ทางสู้ ซึ่งนั่นคงเป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเธอทั้งสามคนประเมินฉันต่ำไป… ต่ำไปมากทีเดียว

ทันทีที่ฉันหันหลังกลับไปจัดเสื้อผ้าเข้าตู้ เสียงกระซิบกระซาบก็ดังขึ้นจากเตียงฝั่งตรงข้าม มันไม่ใช่ภาษากลางอีกต่อไป แต่เป็น ‘ภาษาใต้’ สำเนียงทองแดงที่เร็วและรัวจนคนภาคอื่นไม่มีทางฟังออก

“ดูหน้ามันต๊ะ ลูกคุณหนูจังฮู้ เห็นแล้วหมั่นไส้อย่างแรง แหลงก็ช้าเหมือนเต่าคลาน” (ดูหน้ามันสิ ลูกคุณหนูจัง เห็นแล้วหมั่นไส้มาก พูดก็ช้าเหมือนเต่าคลาน) วารีเบ้ปากพูดด้วยน้ำเสียงดูแคลน

“นั่นแหละ ไซร์ถึงต้องมาอยู่ห้องเราว๊ะ ฉันกะจะให้ส้มโอเพื่อนเราย้ายมาอยู่แท้ๆ เอาพรือดี แกล้งให้มันทนไม่ได้แล้วย้ายออกไปเองดีหวา” (นั่นสิ ทำไมต้องมาอยู่ห้องเรา ฉันกะจะให้ส้มโอเพื่อนเราย้ายมาอยู่แท้ๆ เอายังไงดี แกล้งให้มันทนไม่ได้แล้วย้ายออกไปเองดีกว่า) พิมพา ผู้ที่เพิ่งส่งยิ้มหวานให้ฉันเมื่อครู่ เสนอไอเดียด้วยสายตามาดร้าย

“เอาแบบนั้นเลย แกล้งให้ร้องไห้ขี้มูกโป่งกลับกรุงเทพฯ ไปเลย!” จรรยาสมทบ ก่อนที่ทั้งสามคนจะหัวเราะคิกคักอย่างสะใจ

พวกเธอคงคิดว่าฉันเป็นเด็กกรุงเทพฯ ที่ฟังภาษาใต้ไม่ออกแม้แต่คำเดียว… แต่สิ่งที่พวกเธอไม่รู้คือ พ่อแม่ของฉันส่งฉันไปอยู่กับคุณยายที่จังหวัดนครศรีธรรมราชตั้งแต่แบเบาะ ฉันเพิ่งย้ายกลับมากรุงเทพฯ ตอนขึ้น ม.ปลาย นี่เอง

ภาษาใต้สำเนียงลึกแค่ไหน ฉันฟังทะลุปรุโปร่งไปถึงส้นกมลสันดาน!

ฉันลอบยิ้มมุมปาก ขณะพับเสื้อผ้าเข้าตู้เงียบๆ ‘คิดจะเล่นเกมนี้ใช่ไหม? ได้… แล้วเราจะได้เห็นดีกัน’

สงครามประสาทที่ไม่มีใครรู้ตัว
ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ชีวิตในหอพักของฉันเต็มไปด้วย ‘อุบัติเหตุ’ ที่ถูกจัดฉากขึ้นอย่างจงใจ แต่ทุกครั้งที่พวกเธอวางแผนเป็นภาษาใต้ต่อหน้าฉัน ฉันก็พลิกเกมกลับได้อย่างแนบเนียนเสมอ

วันหนึ่ง พิมพากับวารีนั่งทาเล็บอยู่ปลายเตียง พิมพาพูดขึ้นว่า “เดี๋ยวคืนนี้เอาน้ำยาล้างห้องน้ำไปผสมในแชมพูสระผมมันดีหวา ผมจะได้ร่วงให้หมดหัวเลย” (เดี๋ยวคืนนี้เอาน้ำยาล้างห้องน้ำไปผสมในแชมพูสระผมมันดีกว่า ผมจะได้ร่วงให้หมดหัวเลย)

ฉันที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บนเตียงแกล้งทำเป็นใส่หูฟังฟังเพลง แต่ความจริงไม่ได้เปิดเสียง ตกเย็นวันนั้น ฉันแอบสลับขวดแชมพูแบรนด์เนมของฉันกับขวดของพิมพาที่หน้าตาคล้ายกัน

ผลคือ… เช้าวันรุ่งขึ้น พิมพากรี๊ดลั่นห้องน้ำ หนังศีรษะแดงเถือกและผมร่วงเป็นกระจุก เธอออกมาโวยวายด้วยความโกรธจัด ขณะที่ฉันทำหน้าซื่อตาใสถามด้วยความห่วงใยว่า “พิมพาเป็นอะไรหรือเปล่าคะ? แพ้ยาสระผมเหรอ ไปหาหมอไหม?” พิมพาได้แต่กัดฟันกรอด ไม่กล้าพูดความจริง

อีกครั้งที่จรรยาวางแผน “เดี๋ยวพอมันเข้าไปอาบน้ำ คล้องสายยูหน้าประตูขังมันไว้เลย ปล่อยให้มันหนาวสั่นอยู่ในนั้นแหละ” (เดี๋ยวพอมันเข้าไปอาบน้ำ คล้องสายยูหน้าประตูขังมันไว้เลย ปล่อยให้มันหนาวสั่นอยู่ในนั้นแหละ)

ฉันแกล้งหยิบผ้าเช็ดตัวเดินเข้าห้องน้ำ แต่พอจรรยาเดินตามมาจะล็อกประตู ฉันก็สวนพรวดออกมาแล้วผลักเธอเข้าไปแทน พร้อมกับล็อกสายยูด้านนอก ปล่อยให้จรรยาโดนขังอยู่ในห้องน้ำชื้นๆ เกือบสามชั่วโมง พอเปิดออกมาฉันก็แสร้งทำหน้าตกใจสุดขีด “ต๊าย! จรรยาเข้าไปตั้งแต่เมื่อไหร่คะ นลินนึกว่าไม่มีคนอยู่ เลยล็อกประตูตามความเคยชิน ขอโทษจริงๆ นะคะ!”

พวกเธอทั้งสามคนเริ่มหัวเสียที่แผนการไม่เคยสำเร็จ แถมยังย้อนศรเข้าตัวเองตลอด แต่ความอวดดีทำให้พวกเธอมองไม่ออกว่าฉันรู้ทัน พวกเธอยังคงคิดว่ามันเป็นแค่ ‘ความซวย’ และฉันเป็นแค่อีโง่ที่โชคดี

แผนการขั้นเด็ดขาด
จุดแตกหักมาถึงเมื่อใกล้ถึงวัน ‘บิ๊กคลีนนิ่งแอนด์อินสเปกชัน’ (การตรวจหอพักครั้งใหญ่)

อาจารย์สมศรี ผู้ดูแลหอพักที่ขึ้นชื่อเรื่องความเฮี้ยบระดับเผด็จการ จะมาตรวจทุกห้องอย่างละเอียด กฎเหล็กคือห้ามมีของมึนเมา บุหรี่ หรือสิ่งผิดกฎหมายใดๆ ในห้องพัก หากพบ… นักศึกษาคนนั้นจะถูกไล่ออกจากหอพักและถูกตัดสิทธิ์ทุนการศึกษาทันที

คืนก่อนวันตรวจหอพัก พวกเธอทั้งสามคนนั่งสุมหัวกันที่โต๊ะกลางห้อง ขณะที่ฉันนอนหลับตาหันหลังให้พวกเธออยู่บนเตียง

“พรุ่งนี้จารย์สมศรีมาตรวจหอ เราเอาขวดเหล้าหงส์ทองกับบุหรี่ที่ซ่อนไว้ ไปยัดไว้ใต้ที่นอนอินลินกันเถอะ” พิมปาเริ่มเปิดประเด็น เสียงกระซิบภาษาใต้ของเธอเต็มไปด้วยความชั่วร้าย

“หนัดเหนียนเลยมึง! แล้วเอา ‘โพยข้อสอบ’ ที่จรรยาขโมยมาจากห้องพักครู ไปซ่อนในตู้เสื้อผ้ามันด้วย พอจารย์มาเจอ มันโดนเด้งแน่ อีคุณหนูตกสวรรค์!” (ยอดเยี่ยมไปเลยมึง! แล้วเอาโพยข้อสอบที่จรรยาขโมยมาจากห้องพักครู ไปซ่อนในตู้เสื้อผ้ามันด้วย พออาจารย์มาเจอ มันโดนเด้งแน่) วารีหัวเราะในลำคออย่างสะใจ

“แล้วพอโดนไล่ออก เราก็ไปบอกจารย์ว่าขอส้มโอมาอยู่แทน แผนนี้เพอร์เฟกต์ที่สุด!” จรรยาเสริม

ฉันลืมตาขึ้นในความมืด รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏบนริมฝีปาก…
‘เล่นแรงถึงขั้นกะจะทำลายอนาคตกันเลยสินะ ได้… พรุ่งนี้ฉันจะจัดมหรสพชุดใหญ่ให้พวกเธอเอง’

เช้าวันรุ่งขึ้น ฉันแกล้งตื่นสายและรีบวิ่งออกไปเรียนโดยไม่ได้จัดเตียง เปิดโอกาสให้พวกเธอลงมืออย่างเต็มที่ แต่สิ่งที่พวกเธอไม่รู้คือ ทันทีที่พวกเธอออกจากห้องไปกินข้าวกลางวัน ฉันได้กลับเข้ามาที่ห้อง… ดึงขวดเหล้า บุหรี่ และโพยข้อสอบทั้งหมดออกจากเตียงและตู้ของฉัน… แล้วย้ายมันไปซุกไว้ในที่ที่ ‘เหมาะสม’ กว่า

ลานประหารสีเลือด
เวลา 16.00 น. อาจารย์สมศรีพร้อมด้วยคณะกรรมการหอพัก เดินเข้ามาในห้อง 404 ด้วยสีหน้าขึงขัง

“สวัสดีค่ะอาจารย์ ห้องพวกเราเรียบร้อยดีค่ะ ไม่มีอะไรผิดกฎแน่นอน” พิมพารีบเดินเข้าไปต้อนรับด้วยรอยยิ้มประจบประแจง ก่อนจะทำทีเป็นปรายตามองมาที่ฉันแล้วพูดด้วยน้ำเสียงห่วงใยจอมปลอม “แต่อาจารย์คะ… หนูไม่อยากจะใส่ร้ายเพื่อนหรอกนะคะ แต่ช่วงนี้นลินดูมีพฤติกรรมแปลกๆ หนูได้กลิ่นบุหรี่มาจากฝั่งเตียงของนลินบ่อยๆ ค่ะ อาจารย์ลองตรวจดูให้ละเอียดดีไหมคะ เพื่อความสบายใจของส่วนรวม”

อาจารย์สมศรีขมวดคิ้ว ก่อนจะเดินตรงดิ่งไปที่เตียงและตู้เสื้อผ้าของฉัน ท่านรื้อค้นทุกซอกทุกมุม ดึงฟูกที่นอนขึ้นมา ค้นตู้เสื้อผ้าจนหมด… แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่าและความสะอาดสะอ้าน

“ไม่เห็นมีอะไรเลยนี่พิมพา เตียงเรียบร้อยดีมาก” อาจารย์สมศรีหันมาดุ

พิมพา วารี และจรรยา เบิกตากว้างจนแทบถลน พวกเธอมองหน้ากันเลิ่กลั่ก เหงื่อเริ่มซึมตามไรผม
“ป…เป็นไปไม่ได้นะคะอาจารย์ ลองค้นดูใต้ฟูกลึกๆ สิคะ!” วารีหลุดปากออกมาด้วยความลืมตัว

“หาไอ้ไหรอยู่เหรอพวกสู?” (หาอะไรอยู่เหรอพวกแก?)

จู่ๆ เสียงของฉันก็ดังขึ้นแทรกความเงียบ… แต่คราวนี้ มันไม่ใช่เสียงหวานๆ หงิมๆ สำเนียงกรุงเทพฯ อีกต่อไป แต่มันคือสำเนียงใต้ทองแดงที่ชัดเจน ดุดัน และบาดลึกถึงกระดูก!

รูมเมททั้งสามคนหันขวับมามองฉันราวกับเห็นผี ปากของพวกเธออ้าค้าง

ฉันก้าวเดินช้าๆ เข้าไปหาพวกเธอ รอยยิ้มหวานถูกกระชากทิ้ง เหลือเพียงสายตาที่คมกริบราวกับใบมีด
“หาขวดเหล้าหงส์ทองกับบุหรี่ที่กะจะเอามาซ่อนใต้เตียงฉันใช่หม้าย? หรือว่าหาโพยข้อสอบที่จรรยาขโมยมา กะจะเอามายัดใส่ตู้เสื้อผ้าฉันกันล่ะ?” (หาขวดเหล้าหงส์ทองกับบุหรี่ที่กะจะเอามาซ่อนใต้เตียงฉันใช่ไหม? หรือว่าหาโพยข้อสอบที่จรรยาขโมยมา กะจะเอามายัดใส่ตู้เสื้อผ้าฉันกันล่ะ?)

“น…นลิน… ก…แกฟังภาษาใต้รู้เรื่องเหรอ!?” พิมพาสะดุ้งสุดตัว เสียงสั่นเป็นเจ้าเข้า

ฉันหัวเราะในลำคออย่างเยือกเย็น “นึกว่าฉันเป็นเด็กเทพ ฟังภาษาใต้ไม่ออกใช่หม้าย? ฉันโตที่นครศรีฯ โว้ย! ไอ้แผนสกปรกที่สุมหัวแหลงกันทุกวัน ฉันได้ยินเต็มสองหูตั้งแต่วันแรกแล้ว! คิดจะเล่นกับคนอย่างฉัน พวกสูยังอ่อนหัดนัก!” (นึกว่าฉันเป็นเด็กกรุงเทพฯ ฟังภาษาใต้ไม่ออกใช่ไหม? ฉันโตที่นครศรีธรรมราชโว้ย! ไอ้แผนสกปรกที่สุมหัวพูดกันทุกวัน ฉันได้ยินเต็มสองหูตั้งแต่วันแรกแล้ว! คิดจะเล่นกับคนอย่างฉัน พวกแกยังอ่อนหัดนัก!)

ก่อนที่พวกเธอจะได้ตั้งสติ ฉันหันไปหาอาจารย์สมศรีที่กำลังยืนตะลึงกับเหตุการณ์ตรงหน้า
“อาจารย์คะ สิ่งที่พิมพาพูดเมื่อกี้คือการพยายามใส่ร้ายหนูค่ะ ถ้าอาจารย์อยากเจอของผิดกฎหมาย… อาจารย์ลองไปค้นดูใต้เตียงของพิมพา และในลิ้นชักชั้นล่างสุดของจรรยาดูสิคะ”

อาจารย์สมศรีไม่รอช้า สั่งให้กรรมการหอพักเข้าไปค้นตามที่ฉันบอกทันที
และเพียงไม่กี่วินาทีต่อมา… กรรมการก็ดึงขวดเหล้าที่ยังกินไม่หมด ซองบุหรี่ และซองเอกสารสีน้ำตาลที่บรรจุโพยข้อสอบกลางภาคออกมาจากเตียงและตู้ของพวกเธอจริงๆ!

“นี่มันอะไรกัน! พิมพา! วารี! จรรยา! พวกเธอซ่อนของพวกนี้ไว้ แถมยังขโมยข้อสอบอีกงั้นเหรอ!” อาจารย์สมศรีตวาดลั่นห้อง เสียงดังจนห้องข้างๆ ต้องชะโงกหน้ามาดู

“ม…ไม่ใช่นะคะอาจารย์! อีนลินมันใส่ร้ายพวกหนู! มันเอาของพวกนี้มาใส่ไว้ที่เตียงหนู!” พิมพาร้องไห้โฮ พยายามเข้าไปจับแขนอาจารย์

“ตอแหลไม่เนียน ไปเรียนมาใหม่นะพิมพา” ฉันสวนกลับทันควัน พร้อมกับชูโทรศัพท์มือถือขึ้นมา “เมื่อคืนตอนที่พวกเธอวางแผนกัน ฉันอัดเสียงไว้หมดแล้ว อาจารย์อยากฟังไหมคะ? ชัดเจนทุกถ้อยคำเลยค่ะ ว่าใครเป็นคนวางแผนยัดของพวกนี้ และใครเป็นคนไปขโมยข้อสอบมา”

คำว่า ‘อัดเสียง’ เหมือนสายฟ้าที่ผ่าเปรี้ยงลงกลางกบาลของทั้งสามคน ร่างของพิมพาทรุดฮวบลงกับพื้น วารีหน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด ส่วนจรรยาถึงกับปล่อยโฮออกมาดังลั่น หลงลืมความเก่งกล้าอวดดีที่เคยมีจนหมดสิ้น

“เก็บข้าวของของพวกเธอซะ! คืนนี้ไม่ต้องนอนที่นี่ พรุ่งนี้เช้าเตรียมตัวไปพบอธิการบดี พวกเธอถูกไล่ออกจากหอพักและพ้นสภาพนักศึกษาแน่นอน!” คำประกาศิตของอาจารย์สมศรีคือจุดจบที่สมบูรณ์แบบ

ฉันยืนกอดอก มองดูอดีตรูมเมททั้งสามคนที่กำลังเก็บข้าวของใส่กระเป๋าทั้งน้ำตา ท่ามกลางสายตาสมเพชของเพื่อนร่วมหอพักคนอื่นๆ ที่มายืนมุงดู

ก่อนที่พิมพาจะลากกระเป๋าเดินก้มหน้าออกจากห้องไป เธอตวัดสายตามามองฉันด้วยความเคียดแค้น แต่ฉันเพียงแค่เหยียดยิ้มหวานแบบที่เคยทำตั้งแต่วันแรกที่เจอกัน แล้วกระซิบเบาๆ ด้วยภาษาใต้ที่เธอคุ้นเคยเป็นครั้งสุดท้าย…

“กลับบ้านไปหัดแหลงใต้ให้เนียนกว่านี้นะ… ลาก่อน อีพวกเด็กเมื่อวานซืน” (กลับบ้านไปหัดพูดใต้ให้เนียนกว่านี้นะ… ลาก่อน อีพวกเด็กเมื่อวานซืน)

ประตูห้อง 404 ปิดลง… ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงบและพื้นที่กว้างขวาง คืนนี้ฉันคงได้นอนหลับสบายบนเตียงนุ่มๆ โดยไม่ต้องทนฟังเสียงแมลงหวี่แมลงวันพูดจานินทาให้รำคาญหูอีกต่อไป.

Related Articles

Back to top button
error: Content is protected !!